หมู่บ้านชิระคะวะ Shirawaka-Mura มรดกโลกประเทศญี่ปุ่น

2013-08-15

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า และยังเป็นประเทศที่มีความสมบูรณ์ทางด้านวัฒนธรรม รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มีความหลากหลาย ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีสภาพอากาศที่ดีมากอีกประเทศนี้ และเป็นดินแดนแห่งความสงบ และสิ่งที่สำคัญที่ยังคงไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา โบราณสถานหลายแห่งในญี่ปุ่นที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเอกลักษณ์เฉพาะของชาวญี่ปุ่นที่เที่ยงตรง เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมีความคิดสร้างสรรค์ ทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจลึกซึ้งถึงจิตใจของชาวญี่ปุ่น

หมู่บ้านชิระคะวะ ถือได้ว่าเป็น “หมู่บ้านที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น” โดยเฉพาะยิ่งถ้าทั้งหมู่บ้านเป็นสีขาวโพลน ยิ่งทำให้มีเสน่ห์ดึงดูด ถึงขนาด  UNESCO ยกย่องให้เป็น "มรดกโลก" คู่บ้านคู่เมืองสู่ความภาคภูมิใจของชาวญี่ปุ่น หมู่บ้านชิระคะวะ Shirawaka-Mura แห่งนี้  มีแม่น้ำตัดผ่านออกสู่ทะเลสาปชิระคะวะ หรือ Shirakawa-Go ตั้งอยู่ในหุบเขาลำธาร Shogawa ที่ถอดยาวครอบคลุมพื้นที่ถึง 2 จังหวัดยาวไปถึง Toyama ซึ่งในส่วนนี้ก็มีหมู่บ้านลักษณะคล้ายกัน มีชื่อเรียกว่า Gokayama 五箇山 แต่จะเล็กและเข้าถึงลำบากกว่า

องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนให้สถานที่ทั้งสองแห่งนี้ (ทั้ง Shirakawago และ Gokayama) เป็น World Heritge Site เมื่อปี 1995 นอกจากประวัติศาสตร์อันยาวนานและวัฒนธรรมที่เด่นชัดแล้ว ยังแสดงถึงความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้อย่างดี ในอดีต Shirakawago นั้นเคยถูกปกครองโดยตระกูลคะนะซะวะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 17 จนถึงยุคปฏิรูปเมจิ เมื่อปี 1868 ก็ถูกปกครองโดยรัฐบาลทหารบะฟุคุมาโดยตลอด ในขณะที่ Gokayama อยู่ในมือของตระกูลคะนะซะวะไม่เปลี่ยนแปลง

หมู่บ้านชาวนาแห่งนี้ด้วยภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศแล้วไม่ได้อำนวยต่อการปลูกข้าวไปซะทุกแห่ง ดังนั้นชาวบ้านจึงได้คิดค้นและทดแทนด้วยการปลูกพืชผลชนิดอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็น buckwheat และ ข้าวฟ่าง (millet) นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์และเป็นที่ต้องการของตลาดมากในสมัยนั้นคือ กระดาษ ที่ทำจากเส้นใยของต้น Mulberry และก็ได้ลดบทบาทลงในช่วงศตวรรษที่ 19 เพราะอิทธิพลจากฝั่งยุโรปเข้ามาแทนที่ในยุคนั้น ส่วนอุตสาหกรรมจำพวกผ้าไหมยังคงอยู่มานานจนถึงช่วงประมาณปี 1970 ไม่ว่าจะเป็นตัวไหม (silkworm) หรือใบจากต้นมัลเบอร์รี่ล้วนแต่ต้องการความดูแลเป็นพิเศษ ต้องเก็บให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม และด้วยเหตุนี้เองที่เป็นปัจจัยหลักในการสร้างบ้านสไตล์ Gassho ของหมู่บ้านที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นมาจนถึงทุกวันนี้

คำว่า "กัสโซ"แปลว่า "พนมมือ" เนื่องจากหลังคาบ้านมีลักษณะคล้ายมือ 2 มือพนมเข้าหากัน รูปร่างของหลังคาเหมือนกับสองมือของพระเจ้าหลายคนจึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า "หมู่บ้านหัตถ์พระเจ้า"    โดยมีความชันของหลังคาประมาณ  60 องศา คนญี่ปุ่นสมัยโบราณสร้างหลังคาบ้านชันขนาดนี้ก็เพราะเวลาหิมะตกหนัก ๆ ลงบนหลังคาบ้าน จะได้ไหลลงมาง่าย ๆ  ลักษณะโดดเด่นของบ้านที่นี่ คือ ตัวบ้านจะทำด้วยไม้ หลังคาจะปูด้วยหญ้าแฝก อุปกรณ์ในการสร้างต่าง ๆ มาจากวัสดุธรรมชาติทั้งสิ้น ที่พิเศษ ก็คือ โครงสร้างบ้านโบราณนี้ สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่สามารถรองรับหิมะที่ตกหนักในช่วงฤดูหนาวได้เป็นอย่างดีดี จนช่างไม้ของเมืองทาคายาม่า ได้รับการยอมรับว่าเป็นช่างไม้ฝีมือดีมีชื่อเสียงมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทความท่องเที่ยว ข่าวประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยว

TOP