ทัวร์อินเดียใต้ รัฐทมิฬนาฑู และ รัฐกรณาฏกะ 10 วัน โดยสายการบินไทย TG

     ขอนำท่านชมศาสนสถานมรดกโลกแบบเต็มอิ่ม อาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต สักการะเทวลัยศักดิ์สิทธิ์ มหาอาณาจักรแห่ง อารยธรรมดราวิเดียน รัฐทมิฬนาฑู และ รัฐกรณาฏกะ การบินไทย 10 วัน 8 คืน พร้อมบินภายใน 1 เที่ยว “คุ้มค่าสำหรับนักเดินทาง เช่นคุณแน่นอน”

วันแรก กรุงเทพฯ – เชนไน

19.00พร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ที่ประตูทางเข้าหมายเลข 2 นัดหมายเคาน์เตอร์สายการบิน “การบินไทย ” (TG) เช็คอินแถว D โดยมีเจ้าหน้าที่จากทางบริษัทฯคอยต้อนรับให้การบริการและอำนวยความสะดวกต่างๆ ในเรื่องเอกสาร และสัมภาระในการเดินทาง

หมายเหตุ การเตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่อง ตามนโยบายรักษาความปลอดภัยของ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ไม่อนุญาต ให้ผู้โดยสารนำสัมภาระใส่กระเป๋าติดตัวถือขึ้นเครื่อง อาทิ มีด สนับมือ วัตถุแหลมคม ทุกชนิด วัตถุไวไฟ ไม้ขีดไฟ และสิ่งคล้ายอาวุธ ทุกชนิด รวมถึงของเหลวทุกชนิดในบรรจุภัณฑ์ ขนาดเกิน 100 มล. เจล สเปรย์ ยาสีฟัน น้ำหอม แชมพูสระผม รวมถึงอาหารเหลว หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบจะถูกยึดไว้ที่สนามบิน โดยไม่มีข้อต่อรอง (POWERBANK – ไม่อนุญาตโหลดในกระเป๋าใบใหญ่)

22.25ออกเดินทางสู่...เมืองเชนไน โดยสายการบิน “การบินไทย” เที่ยวบิน TG 337 (รับประทานอาหารค่ำ บนเครื่องบิน)

00.30เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติ เมืองเชนไน ประเทศอินเดีย(ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร) (เวลาที่อินเดีย ช้ากว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงครึ่ง) รถโค้ชปรับอากาศรอรับท่านที่สนามบิน เดินทางสู่...ตัวเมืองเชนไนใช้เวลา 1 ชั่วโมง
นำท่านเข้าสู่ ณ โรงแรม.............................ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า

วันที่สอง เชนไน – กาญจีปุรัม – มหาบาลีปุรัม

เช้ารับประทานอาหารเช้าพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านชม เมืองเชนไน หรือมัทราส ในสมัยที่อังกฤษปกครอง เป็นเมืองหลวงของ รัฐทมิฬนาดู ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย และท่านจะได้สัมผัส กับความเจริญรุ่งเรืองของเมืองท่า ทางชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย นิสัยของผู้คนชาวอินเดียใต้ ที่ตัวดำแต่ใจดี ท่านจะเปลี่ยนความรู้สึกว่าคนทมิฬใจดี เพราะเรามีคำพังเพยว่า“ใจทมิฬหินชาติ” วัดกปาเลศวร (Kapaleeswarar) ที่งดงามด้วยศิลปะการก่อสร้างของพวกดราวิเดียนที่สร้างวัดสูงใหญ่ ด้านบนมีรูปปั้นเทวรูปและเหล่าเทวดามากมาย นับร้อย นับพันองค์ประดับประดาด้วยลวดลาย ทาสีฉูดฉาดหลากหลายและงดงามเป็นเอกลักษณ์ของอินเดียใต้แท้ๆ

เดินทางต่อสู่ เมืองกาญจีปุรัม (ประมาณ 1.30 ชม) เมืองกาญจีปุรัมชาวฮินดูถือว่าที่นี่เป็นเมืองศักดิ์สิทธ์คล้ายๆเมืองพาราณสี ในเมืองเต็มไปด้วยเทวสถานเก่าแก่หลายแห่งในอดีตเมื่อพันกว่าปีที่กาญจีปุรัมเป็นมหานครอันรุ่งเรือง นอกจากศาสนาฮินดูจะรุ่งเรืองแล้ว ศาสนาพุทธก็เคยรุ่งเรืองในเมืองนี้ด้วย ถึงกับมีพระภิกษุชาวเมืองกาญจีปุรัมรูปหนึ่ง ได้ออกเดินทางไปไกลไปจนถึงประเทศจีน และสร้างวัดใหญ่โตที่ชาวจีนนิยมเรียกท่านว่า ต้าโม หรือ ตั้กม้อ ปรมาจารย์แห่งวัดเส้าหลินนั่นเอง ท่านเป็นชาวทมิฬนาดู เกิดที่เมืองกาญจีปุรัม แต่คนอินเดียปัจจุบันไม่รู้จักท่านเสียแล้ว ปัจจุบันก็ไม่มีวัดพุทธในกาญจีปุรัม มีแต่เทวาลัยฮินดู (วัดต่างๆเปิดให้เข้า 6.00-12.30 / 16.00-20.30)

เที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
นำชม เทวาลัย เอคัมภรนาถะ (Sri Ekambaranathar Temple) ที่ชาวฮินดู เชื่อกันว่า เป็นสถานที่ที่พระศิวะ อภิเษกสมรสกับ นางปารพตี ที่ใต้ต้นมะม่วง อันเป็นที่มาของตำนานแขวนกิ่งมะม่วงที่วิหารเพื่อบูชาพระศิวะ จากนั้นชม เทวาลัยไกรลาสนาถ (Kailasanatha Temple ) อายุเก่าแก่กว่า 2000 ปี สร้างโดยพระเจ้าราชสิงห์แห่งราชวงศ์ปัลลวะ (องค์เดียว กับที่สร้าง มหาบาลีปุรัม ) ชมประติมากรรมหินตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดู ชมรูป อรรธนารึศวรซึ่งมีชื่อเสียงว่างดงามที่สุดในอินเดียภาคใต้ ชมรูปสลักคชสิงห์ ที่เชื่อกันว่าคือ ต้นแบบ ของ พนัสบดี ที่พบในศิลปะไทย และประติมากรรมอื่นๆทางศาสนาฮินดู อรรธนารึศวร ปางนี้เป็นปางครึ่งหญิงครึ่งชายในรูปลักษณ์ทางประติมกรรมนั้น จะแบ่งซีกระหว่างพระศิวะกับพระอุมาโดยพระศิวะอยู่ทางซีกขวาและพระอุมาอยู่ทางซีกซ้ายซึ่ง ถ้าผู้ที่เข้าใจระบบความเชื่อแบบทวิลักษณะแบบจีนหรือ คัมภีร์หยิน-หยาง ย่อมเข้าใจได้ว่า -ชายขวา-หญิงซ้าย ได้เวลาเดินทางสู่เมืองมามัลละปุรัมใช้เวลา 1.30 ชม.

เดินทางต่อไปที่ เมืองมามัลละปุรัม (Mamallapuram)หรือ มหาบาลีปุรัม (Mahabalipuram) (บางวัดมีกฎสำหรับผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูห้ามเข้า)

ค่ำรับประทานอาหารค่ำ เข้าพัก โรงแรม CHARIOT BEACH RESORT 4*หรือเทียบเท่า
วันสาม มหาบาลีปุรัม (มรดกโลก) – ปอนดิเชอรี่

06.00รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
เมืองมหาบาลีปุรัม อีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของอำเภอกาญจีปุรัม ใน รัฐทมิฬนาดู เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องของหินแกะสลัก ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 7-10 ของราชวงศ์ปัลลวะ ซึ่งชื่อเดิมของเมืองแห่งนี้คือ มามัลละปุรัม ต่อมาถูกเปลี่ยนเป็น มหาบาลีปุรัม ในรัชสมัยของพระเจ้านรสิงหวรมันที่ 1 ชม กลุ่มเทวาลัย UNESCO World Heritage Sites

นำท่านชม เทวาลัยชายหาด ( Shore Temple )ที่สลักจากแท่นหินธรรมชาติ สร้างเพื่ออุทิศถวายให้พระศิวะ เทวาลัยนี้แม้ว่าจะมีลวดลายที่ เลือนลางลงมาบ้าง จากอิทธิพลของคลื่น และลมทะเล แต่ยังคงความงาม และความศักดิ์สิทธิ์ จะเห็นความอัศจรรย์ของช่างที่เลือกแท่งหินธรรมชาติที่ตั้งอยู่ริมทะเลมาสลักเป็นเทวาลัยนี้ เทวาลัยปัญจรถา Panch Rathas or Five Rathas ตามเรื่องมหาภารตะยุทธ์ สลักจากแท่งหินแกรนิตธรรมชาติ โดยมิได้เติมชิ้นส่วนหินใดๆลงไป มี เทวาลัยปารพตี ,อรชุน ภีมะ ธรรมราชา นุกูลและสหเทพ (Draupadi Ratha, Arjuna Ratha, Bhima Ratha, Dharmaraja Ratha and Nakul Sahadevaa Ratha )

ชมภาพอรชุนบำเพ็ญตบะ Arjuna s Penance เป็นภาพสลักนูนต่ำบนผนังหินแกรนิตที่ได้คะแนนความอัศจรรย์ มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ยาว 23 ม. สูง 13 ม.เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเจ้าในสามภพ ชมรูปพระศิวะถือตรีศูพร้อมบริวาร ได้แก่ หมู่เทวดา นางอัปสร ฯลฯ พระวิษณุผู้ปกปักรักษา และโดดเด่นที่สุด หมู่สรรพสัตว์ ได้แก่ ช้าง ม้า ที่ช่างสลักได้อย่างงดงาม นำท่านชมถ้ำต่างๆ ที่เป็นมรดกโลกที่สำคัญในกลุ่มเทวลัยสถานแห่งนี้

ชม Mandapams มี ถ้ำมหิษมรรทนี( Mahishamardini Mandapa ) ที่แสดงเรื่องอันยิ่งใหญ่ของพระแม่ทุรคา กำลังประหารอสูรรูปควาย ชม ถ้ำวราหาวตาร เรื่องราวการอวตารของพระวิษณุครั้งที่สาม , ชม ถ้ำพระกฤษณะ Krishana Mandapa เป็นรุ่นแรกสุดของ Rock cut temples สลักเรื่องราวเกี่ยวกับพระกฤษณะในวัยเยาว์

บ่าย รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
จากนั้นเดินทางสู่ เมืองปอนดิเชอรี่ ใช้เวลาเดินทาง 2.30 ชม. นำท่านชม เมืองปอนดิเชอรี่ หรือ พุดดุชเชอรี่ เมืองที่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตกขนานนามว่าเมืองแห่งนี้คือ "ฝรั่งเศสน้อย" ในยุคแห่งการล่าอาณานิคม เมืองแห่งนี้ถูกปกครองโดยฝรั่งเศส กว่า 281 ปี และแม้ตอนนี้ดินแดนแห่งนี้จะถูกคืนการปกครองให้กับอินเดียแล้ว แต่ก็ยังทิ้งกลิ่นอายความเป็นฝรั่งเศสไว้ในแผ่นดินแห่งนี้ ไม่ว่าจะตึกอาคาร หรือป้ายบอกทาง รวมถึงการจัดวางผังเมืองที่เป็นระเบียบอีกด้วย

นำท่านเข้าสู่โรงแรม........................ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
วันที่สี่ ปอนดิเชอรี่ - จิดัมปาลัม – ตันจอร์

06.00รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
ออกเดินทางต่อสู่เมืองจิดัมปาลัม โดยใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. นำท่านชม เมืองจิดัมปาลัม นครศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทมิฬเชื่อกันว่า “สะดือจักรวาล” ที่ตั้งของวิหารศิวะนาฏราช ตามความเชื่อว่าเป็นสถานที่พระศิวะเสด็จลงมาร่ายรำบนพื้นพิภพด้วยท่ารำ 108 ท่าเป็นประจำทุกปี สร้างเมื่อปี ค.ศ. 907-1310 ถือกันว่าการฟ้อนรำของพระองค์ก็คือ ต้นกำเนิดของภารตนาฏยัมนาฏศิลป์ของอินเดียใต้ ขอบเขตกว้างใหญ่ของเทวาลัย ปิดล้อมด้วยกำแพง 4 ด้านคลุมพื้นที่ราว 550x450 เมตรและมีโคปุรัม (ซุ้มประตู) สูง 50เมตร อยู่ทั้ง 4 ด้าน โดยทางเข้าหลักอยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีเสาหินสูง 10 เมตรสลักภาพท่ารำต่างๆครบ 108 ท่า รูปสลักชุดนี้เป็นที่รู้จักในเมืองไทยมาเกือบ 80ปี ตั้งแต่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพนำภาพลายเส้นลงประกอบในหนังสือ”ตำราฟ้อนรำ” ตั้งแต่ปี ค.ศ.1923 หรือ พ.ศ. 2466

เที่ยงรับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
เดินทางถึงเมืองตัญชาวร์หรือ เมืองตันจอร์ ใช้เวลา 1.30 ชม. นำท่านเที่ยวชม เมืองตันจอร์ "อู่ข้าวอู่น้ำของรัฐทมิฬนาฑู" นักวิชาการเชื่อว่าเมืองตัญชาวร์ ได้มาจากชื่อ Tanjan, ปีศาจในตำนานฮินดู ในขณะที่ประวัติศาสตร์ช่วงต้นของเมืองตัญชาวร์ยังไม่แน่ชัด เมืองแรกที่มีชื่อเสียงเกิดขึ้นในสมัยของยุคกลางของราชวงศ์โจละ เมื่อมันทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ หลังจากการล่มสลายของโจละ เมืองที่ถูกปกครองโดยราชวงศ์ต่างๆเช่น Pandyas , Vijayanagar Empire, Madurai Nayaks , Thanjavur Nayaks Thanjavur Marathas และจักรวรรดิอังกฤษ ตั้งตนเป็นรัฐอิสระและกลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอินเดีย ตั้งแต่ 1947 เมืองตัญชาวร์ เป็นศูนย์กลางที่สำคัญของอินเดียใต้ ด้านศาสนาศิลปะและสถาปัตยกรรมสามารถพบได้ในวัดที่สร้างในสมัยของโจละ ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกด้วย นำท่านชมวัดพฤหธิศวร หรือทักษิณาเมรุ สร้างถวายแด่พระศิวะ หรือพระอิศวร เป็นความสำเร็จอันงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโจละ

วัดนี้ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก ในปี ค.ศ.1987 แล้วประกาศซ้ำใหม่อีกใน ค.ศ.2004 เทวาลัยนี้สร้างโดยราชราชา กษัตริย์โจละ เมื่อ ค.ศ.1010 เมื่อปลายเดือน กันยายน 2010 จึงมีการเฉลิมฉลองวาระ 1000 ปีกันอย่างเอิกเกริก และเป็นหนึ่งในวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอินเดียและเป็นหนึ่งสถาปัตยกรรมมีค่าที่สุดของอินเดีย จากนั่นชมซุ้มประตู โคปุรัม ที่อนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เป็นต้นแบบของซุ้มประตูทรงสูงของสถาปัตยกรรมของอินเดียใต้ต่อมาสองข้างสลักเป็นรูปยักษ์ถือกระบองเป็น”ทวารบาล” ผู้รักษาประตู กล่าวกันว่าเป็นประติมากรรมประดับอาคารที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย

จากนั่นนำท่านชมประติมากรรม โคนนทิ ขนาดยักษ์ใหญ่เป็นที่ 2 ของประเทศ สูง 3 เมตร ยาว 6 เมตร สลักมาจากหินแกรนิตสีดำชิ้นเดียว เทวาลัยประธานที่ได้รับการบูรณะแล้ว สูงกว่า 66 เมตร ระบุว่า บัวยอดของเทวาลัยสลักจากหินแกรนิตก้อนเดียวหนัก 80 ตัน

นำท่านเข้าสู่โรงแรม....................ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
วันที่ห้า ตันจอร์- ติรุชชิรัปปัลลิ – มธุไร

06.00รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองติรุชชิรัปปัลลิ หรือ ตริชี่ ใช้เวลา 1.30 ชม. ตั้งอยู่ใจกลางรัฐทมิฬนาฑู เป็นศูนย์กลางการคมนาคมเชื่อมโยงเมืองต่างๆ ในรัฐ และอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเกาเวริ ที่ไหลขนาบเกาะกลางแม่น้ำที่เป็นที่ตั้งของเมืองเก่าและเทวาลัย ชื่อเมืองได้มาจากชื่ออสูร “ตรีเศียร” ลูกของทศกัณฐ์ ตริชี่เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางการค้าในสมัยการปกครองของนายกะวิศวนาถแห่งมธุไร ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 หลังจากราชวงศ์โจฬะเสื่อมอำนาจลง

ชม ศาสนธานีศรีรังคาม ซึ่งเป็นเทวาลัยสำคัญอันดับสองของไวษณพนิกาย หรือฝ่ายบูชาพระวิษณุ ศรีรังคามเป็นศาสนธานีขนาดใหญ่ที่สุดในอินเดีย มีกำแพงชั้นนอกกว้างยาว 945 x 775 เมตร มีกำแพงรวมทั้งหมดถึง 7 ชั้น โดยที่ชั้นที่ 7 ถึงแนวกำแพงชั้นที่ 4 เป็นบ้านพราหมณ์ ตลาด ร้านค้า เทวาลัยน้อยใหญ่ และที่พำนักของผู้แสวงบุญ ตำนานศรีรังคนาถมาจากมหากาพย์รามายาณะ ว่าภายหลังเสร็จศึกลงกา พระรามอภิเษกให้พิเภกกลับไปครองกรุงลงกา และได้ประทานเทวรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ (อินเดียใต้เรียกว่าศรีรังคนาถ) ไปสักการะแทนพระองค์ พิเภกนำเทวรูปทูลไว้เหนือเศียรเหาะไปกรุงลงกา ระหว่างทางผ่านแม่น้ำเกาเวริ จึงแวะลงพักผ่อนชำระร่างกาย พิเภกวางรูปปฏิมาไว้ริมฝั่งน้ำ เมื่ออาบน้ำเสร็จกลับยกเทวรูปไม่ขึ้น จึงต้องยอม “ตามพระทัย” พระนารายณ์ให้ประทับอยู่ริมฝั่งน้ำเกาเวริ ต่อมาพวกโจฬะพบเทวรูปนี้ จึงสร้างเป็นเทวสถานศรีรังคาม ถัดจากกำแพงชั้นที่ 4 เป็นเขตของเทวาลัยศรีลังคนาถสวามี

ชม โคปัม หรือซุ้มประตูสูงใหญ่ถึง 72 เมตร ชม เทวาลัยเวณุโคปาล หรีอเทวาลัยพระกฤษณะ เทวาลัยศรีลังคนาชายาลักษมี มณฑปพันเสา มณฑปม้าศึก ทีมีภาพสลักต้นเสาหินเป็นประติมากรรมลอยตัวรูปม้าศึกพร้อมนักรบบนหลังกำลังต่อสู้กับสัตว์ร้ายหรือข้าศึก ศิลปะสมัยวิชัยนคร ที่งดงามมาก ถัดมาในวงกำแพงชั้นที่ 3 ชม ครุฑมณฑป ตรงข้ามเทวาลัยประธาน มีมณฑปประดิษฐานรูปครุฑ พาหนะของพระวิษณุ สำหรับวงกำแพงชั้นที่ 2 เข้าไป เป็นเทวสถานพระนารายณ์ ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็นประธาน คนที่ไม่ใช่ฮินดูไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในเขตนี้

เที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
นำท่านเดินทางสู่ เมืองมธุไร ใช้เวลา 4 ชม. เป็นเมืองโบราณเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ตามจารึกทมิฬ และกรีซ เป็นศูนย์กลางแสวงบุญตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ในสมัย Pandiyan ปกครอง ได้ตั้งเมืองมธุไรเป็นเมืองหลวงตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 -10 หลังจากนั้นราชวงศ์โจละก็มีเรืองอำนาจยึดครองเมืองมธุไร หลังจากนั้น Pandiyan ก็กลับมาปกครองอีกครั้ง ก่อนจะเสียเมืองมธุไรให้กับพวกรุกรานมุสลิมซึ่งมีผู้นำคือ Malik Kaufer พอถึงศตวรรษที่ 14 มหาราชาฮินดู Vijayanagar ของเมืองฮัมปิ ก็ได้มาปกครองเมืองมธุไรต่อ ในศตวรรษที่ 16 Nayaks ได้ปกครองเมืองมธุไร ต่อมาจนถึงในสมัย Tirumalai Nayak ค.ศ. 1623 – 1655 เมืองมธุไรกลายเป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬ

นำท่านเข้าสู่โรงแรม …………..ระดับ4*หรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
วันที่หก มธุไร – บังกะลอร์

8.00รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านชม วัดมีนากชรี เมืองมธุไร รัฐทมิฬนาฑู อินเดียใต้ เป็นวัดที่สร้างถวายพระศิวะ ภายในมีวัดพระแม่ปารวตี วัดพระคเณศ ตำนานในป่า ต้นคาดัมบา ได้มีศิวลึงค์อยู่ใต้ต้นไม้นี้ ซึ่งเชื่อว่าศิวลึงค์สร้างโดยพระพรหมในตอนที่ท่านเสด็จมาสู่โลกมนุษย์เพื่อมาชำระบาป ต่อมา Dhanajayan ได้มาเห็นว่ามีศิวลึงค์อยู่กลางป่า ก็เลยไปกราบทูลกับกษัตริย์ Kulasekara Pandyan แห่งอาณาจักร Manavur กษัตริย์ Kulasekara Pandyan จึงได้สร้างวิหารเล็กๆรอบๆศิวลึงก์

หลังจากนั้นก็มีการขยายต่อเติมจนยิ่งใหญ่ให้เห็นในปัจจุบัน แต่ไม่อนุญาตให้คนต่างชาติเข้าไปในวิหารที่ประดิษฐาน วัดนี้สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ 1600 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมีการสร้างเพิ่มเติมให้มีความงดงามและยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 13 และ 19 สันนิษฐานว่าเริ่มแรกตัววัดน่าจะสร้างจากไม้และมาบูรณะทีหลังเป็นอิฐฉาบปูน ราว คศ. 7 ก็ใช้หินในการต่อเติม โดยตัววัดมีขนาดใหญ่มากมีประตูทางเข้า 4 ประตู เราเข้าประตูทางทิศตะวันออกซุ้มประตูมีความวิจิตรแกะสลักได้อย่างงดงามและทาสีสดใสผ่านการตรวจกระเป๋าแล้วเดินเข้ามาด้านในจะพบร้านขายของที่ระลึกส่วนใหญ่เป็นเทพรูปและสิ่งมงคลนำกลับไปบูชาที่บ้านเพดานได้รับการตกแต่งด้วยลวดลายและสีสันสวยงามมีการประดับไฟส่อง ภายในวิหารต่างๆ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวของมหาเทพ

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
ได้เวลานำท่านเดินทางสู่สนามบินเพื่อบินสู่เมืองบังกะลอร์

14.05 เหิรฟ้าสู่สนามบินบังกะลอร์ โดยสายการบิน Spicejet เที่ยวบินที่ H19370 (จำกัดน้ำหนัก20กิโลกรัมต่อท่านคะ)

15.05เดินทางถึงสนามบินบังกะลอร์
เมืองบังกาลอร์ หรือ บังกาลูรู เป็นเมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย ชื่อเมืองนี้หมายถึงสถานที่ที่มีการต่อสู้ ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่า Banguluru มาจากต้น Benga ที่รู้จักในนาม India Kino ประวัติของเมืองนี้ระบุไว้ว่า บังกาลอร์ถูกค้นพบในปี 1537 โดยจักพรรดิ์ Vijaynagar มอบที่ดินบริเวณนี้ให้แก่ Kempegowda ซึ่งเป็นผู้นำเผ่า Yelahanka Phabhu และมีความสำคัญในศตวรรษที่ 18 ภายใต้การปกครองของ Hyder Ali และ Tipu Sultan บริเวณนี้เป็นหลักฐานของการต่อสู้ระหว่าง Tipu Sultan และอังกฤษ สุดท้ายอังกฤษชนะ แต่สุลต่านติปู ก็กลับเข้ามาปกครองดินแดนแห่งนี้ในปี 1831

เย็นนำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พักในเมืองบังกาลอร์.................ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
วันที่เจ็ด บังกะลอร์ - มัยซอร์

ปลุกตื่นตี5 รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านนั่งรถต่อสู่ เมืองมัยซอร์ ประมาณ 4 ชม.

เที่ยง รับประทานอาหารกลางวัน ภายในเมืองมัยซอร์
เดินทางต่อสู่ เมืองโสมนาสปูร์ Somnathpur ซึ่งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของ เมืองไมซอร์ ประมาณ 36 กม นำท่านชม เทวาลัยเจนนาเกศวะ หรือวัดเกศวะ Keshava Temple ซึ่งเป็นเทวาลัยที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในราชวงศ์ฮอยซาลา ซึ่งเรืองอำนาจในอินเดียตอนใต้ในช่วงปีค.ศ.1026-1343 วัดแห่งนี้สร้างในปีค.ศ.1268 โดยนายพลโสมนาถ ซึ่งเป็นผู้สร้างหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำคาเวรี่ และได้สร้างเทวาลัยด้วยหินแกรนิตแกะสลัก เพื่อเสริมความเป็นอมตะของเขา

ภายในห้องบูชาได้แกะสลักเป็นรูปเคารพและเรื่องราวของเทพเจ้า Kesava, Janadhana และ Venugopala อย่างประณีตงดงามเกินพรรณนา ชม พระราชวังไมซอร์ หรือวิลลาส แอมบา เป็นพระราชวังที่ได้รับการยกย่องว่า มีขนาดใหญ่ และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอินเดีย พระราชวังแห่งนี้สร้างโดยกษัตริย์ของราชวงศ์ วูเดยาร์ ในราวศตวรรษที่ 14 แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในปี ค.ศ.1897 ถูกไฟไหม้หมดเพราะสร้างด้วยไม้ ในขณะที่กำลังจัดงานแต่งงานของสมาชิกราชวงศ์ หลังจากนั้นก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1912 ในสมัยของกษัตริย์องค์ที่ 24 แห่งราชวงศ์วูเดยาร์ และเป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งราชวงศ์วูเดยาร์นี้ตลอดมา สถาปัตยกรรมเป็นแบบอินโฟ-ซาราเซนนิค ผสมผสานกับรูปแบบของมุสลิม ฮินดู ศิลปะของราชปุตร และศิลปะแบบโกธิคของยุโรป เป็นอาคารสร้างด้วยหินขนาดสูง 3 ชั้น มีโดมหลายโดมปิดอยู่บนหลังคา ภายในพระราชวังเต็มไปด้วยผลงานแกะสลักไม้ และผลงานศิลปะต่างๆมากมายจากทั่วทุกมุมโลก น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง

นำท่านเข้าสู่โรงแรม.......................ระดับ 4 ดาวหรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
วันที่แปด มัยซอร์ - ฮาสซาน – เบลลัวร์ – ฮาเลบิด – ฮาสซาน

เช้าตรู่รับประทานอาหารเช้า ที่โรงแรมพร้อมเช็คเอ้าท์
จากนั้นเดินทางสู่ เมืองเบลลัวร์ห่างจากเมืองมัยซอร์ประมาณ 4ชม.

เที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
ชม เทวาลัยเจนนะเกศวรา Chennakesava Temple สร้างในปีค.ศ.1117 เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ราชวงศ์ฮอยซารา มีชัยเหนือราชวงศ์โจฬะ และมีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยราชวงศ์วิชัยนคร เมื่อมีอำนาจเหนือดินแดนแถบนี้ ถือได้ว่าวัดแห่งนี้เป็นหนึ่งในเพชรเม็ดงามของสถาปัตยกรรมอินเดียใต้ เทวาลัยเจนนะเกศะวา หรือที่เรารู้จักในนามพระกฤษณะ เทพแห่งความหลุดพ้น ซึ่งเป็นอวตารปางที่ 8 ของพระนารายณ์(พระวิษณุ)นั่นเอง (เกศวะ แปลว่า ผู้มีผมงาม) สร้างโดยกษัตริย์วิศนุวาร์ดานา ใช้ระยะเวลาก่อสร้างนาน 103 ปี รูปทรงของวิหารเป็นรูปดาว ที่มีมุมอยู่ 32 มุมด้วยกัน เป็นวิหารหลังเดียวของราชวงศ์ฮอยสาลา ที่ยังมีผู้ใช้งานอยู่จนทุกวันนี้ ที่โดดเด่นของวิหารหลังนี้คือ มีเสาในวิหาร 48 ต้น แต่ละต้นมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และไม่ซ้ำกันเลย โดยมีการสลักเรื่องราวต่างๆเช่น ฉากของสงคราม การร่ายร่ำ เป็นต้น

เดินทางต่อสู่ เมืองฮาเลบิด ชม เทวาลัยฮอยซเลศวรา ซึ่งสร้างในปี ค.ศ.1121 โดยกษัตริย์วิษณุวารตนะ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า วาราสมุนดรา แห่งราชวงศ์ฮอยซารา เพื่อถวายแด่องค์พระศิวะ โดยวัดได้หันหน้าไปทางแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ชักน้ำมาจากแม่น้ำยากชิ เทวาลัยแห่งนี้มีลักษณะเด่นที่ฐานของวัดยกสูงขึ้นจากพื้นซึ่งเป็นศิลปะที่โดดเด่นของราชวงศ์ฮอยซารา

นอกจากนี้บริเวณโดยรอบทั้งภายในและภายนอกของเทวาลัย ถูกประดับประดาด้วยรูปแกะสลักหินแกรนิต เช่นผนังด้านนอกจากทางซ้ายมือของทางเข้าทางด้านทิศใต้จรดผนังทางด้านขวามือของประตูทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นรูปแกะสลักของพระพิฆเนศกำลังร่ายรำอย่างอ่อนช้อยสวยงาม และรูปแกะสลักอีกมากมายกว่า 240 ชิ้นที่งดงามเกินคำบรรยายในจำนวนนี้มีงานแกะสลักที่งดงามที่สุดประดับอยู่ที่ทับหลังของประตู ทางเข้าทางด้านทิศใต้และทิศตะวันออก นอกจากนี้ยังมีเสาครุฑ Garuda pillar ที่น่าชม เดินทางกลับสู่เมืองฮาสซาน ประมาณ 1ชม เมืองที่สำคัญในรัฐกรรณาตะการ์ เมืองที่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 934 เมตรที่มีสภาพอากาศที่ดีคล้ายกับบังกาลอร์ผังของเมืองควบคุมสิ่งอำนวยความสะดวก ก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 11 โดยประมุข, เมืองนี้เป็นที่ตั้งชื่อตามเทพธิดา ของเมือง เสมือนว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองหลวงแห่งสถาปัตยกรรมของวัด

นำท่านเข้าสู่โรงแรมระดับ 4 ดาว หรือเทียบเท่า
รับประทานอาหารค่ำภายในโรงแรมฯ
วันที่เก้า ฮาสซาน – บังกะลอร์ – กรุงเทพฯ

เช้ารับประทานอาหารเช้าภายในโรงแรมฯ พร้อมเช็คเอ้าท์
นำท่านเดินทางสู่เมืองบังกะลอร์ ใช้เวลาประมาณ 4 ชม.

เที่ยงรับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น
จากนั่นนำท่านเที่ยวชมรอบๆ เมืองบังกาลอร์ เป็นที่รู้จักกันใน ชื่อเรียกที่ว่า The Garden City of India ด้วยเพราะเมืองนี้เป็นเมืองที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่อายุกว่าร้อยปี นอกจากนั้น เมืองแห่งนี้ยังเป็นเมืองหลวงของ รัฐ Karnataka ของอินเดีย ซึ่งตั้งอยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 930 เมตร เมืองบังกาลอร์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้าน IT โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยบังกาลอร์เป็นสถาบันผลิตบุคลากรด้านไอทีโดยเฉพาะ ซึ่งบริษัทชั้นนำต่าง ๆ ตั้งอยู่ที่ Electronic City เมืองอุตสาหกรรมไอทีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารท้องถิ่น /เดินทางสู่สนามบินบังกะลอร์
วันที่สิบ กรุงเทพฯ

01.00เหิรฟ้ากลับสู่กรุงเทพ โดยการบินไทย เที่ยวบินที่ TG325

06.15เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมรอยยิ้มและความประทับใจ

หมายเหตุ
1.กำหนดการเดินทางและเวลานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และตามตารางของสายการบินที่ใช้เดินทาง
2.บางวัดไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าชมด้านใน...เดินได้แค่ภายนอกวัดเท่านั้นคะ


********** จบรายการทัวร์ **********

วันเดินทางและอัตราค่าบริการ

กำหนดการเดินทาง ผู้ใหญ่ พัก 2 ท่าน เด็กพักกับผู้ใหญ่ เด็กพักกับผู้ใหญ่ เสริมเตียง พักเดี่ยว เพิ่ม หมายเหตุ สอบถาม
17 ก.พ. 62 - 26 ก.พ. 62 76,900 76,900 76,900 20,000  ส่วนลด 900 บาท จองก่อน 25 ม.ค.  สอบถาม
3 มี.ค. 62 - 12 มี.ค. 62 76,900 76,900 76,900 20,000  ส่วนลด 900 บาท จองก่อน 25 ม.ค.  สอบถาม
17 มี.ค. 62 - 26 มี.ค. 62 76,900 76,900 76,900 20,000  ส่วนลด 900 บาท จองก่อน 25 ม.ค.  สอบถาม
อัตรานี้รวม

1.ค่าตั๋วเครื่องบิน เดินทางไป-กลับ โดยการบินไทย ชั้นประหยัด
2.ค่าที่พัก ระดับ 4-5 * ตามที่ระบุในรายการ
3.ค่าเข้าชมสถานที่ ต่าง ๆ ตาม รายการที่ระบุ
4.ค่าพาหนะ รถโค้ชปรับอากาศเดินทางตามรายการ
5.ค่าวีซ่าเข้าประเทศอินเดียแบบออนไลน์
6.ค่าประกันอุบัติเหตุการเดินทางคุ้มครองวงเงิน 1,000,000 บาท (ในกรณีอุบัติเหตุเท่านั้น)
5.รวมค่าทิปไกด์ และคนขับรถ รวมตลอดทริป 45 ดอลล่าร์สหรัฐ

อัตรานี้ไม่รวม

1. ค่าอาหารและเครื่องดื่มที่ผู้เดินทางสั่งเองนอกเหนือจากรายการ
2. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ ที่มิได้ระบุรวมในรายการ เช่น โทรศัพท์ มินิบาร์ ทีวีช่องพิเศษซัก-รีดฯลฯ
3.ค่าทิปหัวหน้าทัวร์ขึ้นอยู่กับความพอใจ
4.ค่ากล้องวีดีโอ และค่ากล้องถ่ายรูปทุกชนิด
5.ค่าวีซ่าที่มีค่าธรรมเนียมแพงกว่าหนังสือเดินทางไทย
6.ค่าวีซ่าติดเล่มที่ยื่นในไทย

หมายเหตุ

1.กำหนดการเดินทางและเวลานี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และตามตารางของสายการบินที่ใช้เดินทาง
2.บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกการเดินทางในกรณีที่มีผู้เดินทางต่ำกว่า 15 ท่าน โดยจะแจ้งให้ผู้เดินทางทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 20 วัน ก่อนการเดินทาง
3.บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงรายการท่องเที่ยว กรณีที่เกิดเหตุจำเป็นสุดวิสัย อาทิ การล่าช้าของสายการบิน การนัดหยุดงาน การประท้วง ภัยธรรมชาติ การก่อจราจล อุบัติเหตุ ปัญหาการจราจร ปัญหาการเมือง ภัยสงคราม ฯลฯ ทั้งนี้จะคำนึงและรักษาผลประโยชน์ของผู้เดินทางไว้ให้ได้มากที่สุด
4.เนื่องจากการท่องเที่ยวนี้เป็นการชำระแบบเหมาจ่ายกับบริษัทตัวแทนในต่างประเทศ ท่านไม่สามารถที่จะเรียกร้องเงินคืน ในกรณีที่ท่านปฎิเสธหรือสละสิทธิ์ ในการใช้บริการที่ทางทัวร์จัดให้ ยกเว้นท่านได้ทำการตกลง หรือ แจ้งให้ทราบ ก่อนเดินทาง
5.บริษัทฯ จะไม่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น หากท่านถูกปฎิเสธการตรวจคนเข้าเมือง และจะไม่คืนเงินค่าทัวร์ที่ท่านชำระมาแล้ว หากท่านถูกปฎิเสธการเข้าเมือง อันเนื่องจากการกระทำที่ส่อไปในทางผิดกฎหมาย หรือการหลบหนีเข้าเมือง
6.ในกรณีที่ท่านจะใช้หนังสือเดินทางราชการ (เล่มสีน้ำเงิน) เดินทางกับคณะ บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบ หากท่านถูกปฎิเสธการเข้าหรือออกนอกประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะโดยปกตินักท่องเที่ยวใช้หนังสือเดินทางบุคคลธรรมดา เล่มสีเลือดหมู

ตั๋วเครื่องบิน
1.ในการเดินทางเป็นหมู่คณะผู้โดยสารจะต้องเดินทางไป-กลับหากท่านต้องการเลื่อนวันเดินทางกลับ ท่านจะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่สายการบินเรียกเก็บโดยสายการบิน เป็นผู้กำหนดซึ่งทางบริษัทฯไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้และในกรณีที่ยกเลิกการเดินทางถ้าทางบริษัทได้ออกตั๋วเครื่องบินไปแล้วผู้เดินทางต้องรอRefundตามระบบของสายการบินเท่านั้น(ในกรณีที่ตั๋วเครื่องบินสามารถทำการ Refund ได้เท่านั้น)
2.ท่านที่จะออกตั๋วเครื่องบินภายในประเทศเช่นเชียงใหม่ภูเก็ตหาดใหญ่ฯลฯโปรดแจ้งฝ่ายขายก่อนเพื่อขอคำยืนยันว่าทัวร์นั้นๆยืนยันการเดินทางแน่นอนหากท่านออกตั๋วภายในประเทศโดยไม่ได้รับการยืนยันจากพนักงานแล้วทัวร์นั้นยกเลิกบริษัทฯไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆที่เกี่ยวข้องกับตั๋วเครื่องบินภายในประเทศได้
3.เมื่อท่านจองทัวร์และชำระมัดจำแล้วหมายถึงท่านยอมรับในข้อความและเงื่อนไขที่บริษัทฯแจ้งแล้วข้างต้น

โรงแรมและห้อง
1.ห้องพักในโรงแรมเป็นแบบห้องพักคู่(TWN/DBL) ในกรณีที่ท่านมีความประสงค์จะพักแบบ 3 ท่าน / 3 เตียง (TRIPLE ROOM ) ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของห้องพักและรูปแบบของห้องพักของแต่ละโรงแรมซึ่งมักมีความแตกต่างกันซึ่งอาจจะทำให้ท่านไม่ได้ห้องพักติดกันตามที่ต้องการหรือ อาจไม่สามารถจัดห้องที่พักแบบ 3 เตียงได้
2.โรงแรมหลายแห่งในยุโรปจะไม่มีเครื่องปรับอากาศเนื่องจากอยู่ในแถบที่มีอุณหภูมิต่ำ เครื่องปรับอากาศที่มีจะให้บริการในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น
3.ในกรณีที่มีการจัดประชุมนานาชาติ(TRADE FAIR) เป็นผลให้ค่าโรงแรมสูงขึ้น 3-4 เท่าตัว บริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการปรับเปลี่ยนหรือย้ายเมืองเพื่อให้เกิดความเหมาะสม

กระเป๋าเล็กถือติดตัวขึ้นเครื่องบิน
1.กรุณางดนำของมีคมทุกชนิด ใส่ในกระเป๋าใบเล็กที่จะถือขึ้นเครื่องบินเช่นมีดพับกรรไกรตัดเล็บทุกขนาดตะไบเล็บเป็นต้นกรุณาใส่ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ห้ามนำติดตัวขึ้นบนเครื่องบินโดยเด็ดขาด
2.วัตถุที่เป็นลักษณะของเหลวอาทิครีมโลชั่นน้ำหอมยาสีฟันเจลสเปรย์และเหล้าเป็นต้นจะถูกทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งโดยจะอนุญาตให้ถือขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 10 ชิ้นในบรรจุภัณฑ์ละไม่เกิน 100 ml. แล้วใส่รวมเป็นที่เดียวกันในถุงใสพร้อมที่จะสำแดงต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามมาตราการองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ( ICAO )
3.หากท่านซื้อสินค้าปลอดภาษีจากสนามบินจะต้องปิดผนึกถุงโดยระบุวันเดินทางเที่ยวบินจึงสามารถนำขึ้นเครื่องได้และห้ามมีร่องรอยการเปิดปากถุงโดยเด็ดขาด
สัมภาระและค่าพนักงานยกสัมภาระ

1.สำหรับน้ำหนักของสัมภาระที่ทางสายการบินอนุญาตให้โหลดใต้ท้องเครื่องบินคือ 20-30กิโลกรัม (สำหรับผู้โดยสารชั้นประหยัด/ Economy Class Passenger ซึ่งขึ้นกับแต่ละสายการบิน) การเรียกเก็บค่าระวางน้ำหนักเพิ่มเป็นสิทธิ์ของสายการบินที่ท่านไม่อาจปฎิเสธได้หาก น้ำหนักกระเป๋าเดินทางเกินกว่าที่สายการบินกำหนด
2.สำหรับกระเป๋าสัมภาระที่ทางสายการบินอนุญาตให้นำขึ้นเครื่องได้ต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัมและมีความกว้าง(9.75นิ้ว) + ยาว( 21.5นิ้ว ) + สูง ( 18 นิ้ว )
3.ในบางรายการทัวร์ที่ต้องบินด้วยสายการบินภายในประเทศน้ำหนักของกระเป๋าอาจจะถูกกำหนดให้ต่ำกว่ามาตราฐานได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสายการบินบริษัทขอสงวนสิทธิ์ไม่รับภาระ ความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในน้ำหนักส่วนที่เกิน
4.กระเป๋าและสัมภาระที่มีล้อเลื่อนและมีขนาดใหญ่เกินไปไม่เหมาะกับการเป็นกระเป๋าถือขึ้นเครื่องบิน (Hand carry)

การชดเชยค่ากระเป๋าในกรณีเกิดการสูญหาย
1.ของมีค่าทุกชนิด ขอแนะนำไม่ควรใส่เข้าไปในกระเป๋าใบใหญ่ที่เช็คไปกับเครื่อง เพราะหากเกิดการสูญหาย สายการบินจะรับผิดชอบชดใช้ตามกฎไออาต้าเท่านั้น ซึ่งจะชดใช้ให้ประมาณ กิโลกรัมละ 20 USD คูณด้วยน้ำหนักกระเป๋าจริง ทั้งนี้จะชดเชยไม่เกิน USD 400 กรณีเดินทางชั้นธรรมดา (Economy) หรือ USD 600 กรณีเดินทางชั้นธุรกิจ (Business) ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้โหลดของมีค่าทุกประเภทลงกระเป๋าใบใหญ่
2.กรณีกระเป๋าใบใหญ่เกิดการสูญหายระหว่างการท่องเที่ยว (ระหว่างทัวร์ ไม่ใช่ระหว่างบิน) โดยปกติประกันภัยการเดินทางที่บริษัททัวร์ได้จัดทำให้ลูกค้าจะไม่ครอบคลุมค่าชดเชยในกรณีกระเป๋าใบใหญ่สูญหาย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯจะพิจารณาชดเชยค่าเสียหายให้ท่าน โดยชดใช้ตามกฎของสายการบินเท่านั้น นั่นหมายถึงจะชดเชยตามน้ำหนักกระเป๋า คูณ ด้วยค่าชดเชย USD 20 ต่อกิโลกรัมเท่านั้น ดังนั้นท่านจึงไม่ควรโหลดของมีค่าทุกประเภทในกระเป๋าใบใหญ่ เพราะหากเกิดการสูญหาย ทางบริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์การชดเชยค่าเสียหายตามรายระเอียดข้างต้นเท่านั้น
3.กรณีกระเป๋าใบเล็ก (Hand Carry) เกิดการสูญหาย บริษัทฯ ไม่สามารถรับผิดชอบชดเชยค่าเสียหายให้ท่านได้ ดังนั้นท่านต้องระวังทรัพย์สินส่วนตัวของท่าน

เอกสารสำหรับยื่นวีซ่า

1. หนังสือเดินทาง ที่มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 6 เดือน นับจากวันที่เดินทาง
2. รูปถ่ายสี หน้าตรง (พื้นหลังสีขาว) ขนาด 2 x 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป อัดภาพด้วยกระดาษโฟ้โต้เท่านั้น ตามขนาดตัวอย่างด้านล่าง เต็มกรอบ
(รูปที่พิมพ์ออกจากคอมพิวเตอร์ และรูปถ่ายสติกเกอร์ สถานฑูตไม่รับเด็ดขาด)
3.สำเนาบัตรประชาชน 1 ฉบับ ( สำหรับพระ สำเนาใบสุทธิทุกหน้าที่มีข้อมูล 1 ชุด )
4.สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ฉบับ หรือ ที่อยู่ปัจจุบันและหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้

การจองทัวร์ /เงื่อนไขการจองทัวร์
1.แจ้งจองทัวร์ผ่านฟอร์มติดต่อด้านล่าง หรือส่งอีเมล์มาที่ info_thailand@planetworldwide.com
2.พร้อมทั้งส่งสำหน้าหน้าแรกของพาสปอร์ต มาที่อีเมล์ info_thailand@planetworldwide.com หรือแฟกซ์ที่เบอร์ 02 744 4955
3.ชำระเงินมัดจำค่าทัวร์

 

1. ชำระมัดจำท่านละ 20,000 บาท เพื่อยื่นยันการจองทัวร์
2. ส่วนที่เหลือชำระก่อนการเดินทาง 20 วัน

กรณียกเลิก
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 60วัน ไม่เก็บค่าใช้จ่าย (หากไม่ได้มีการยื่นวีซ่าล่วงหน้า) (สงกรานต์-ปีใหม่ 60 วัน)
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 50 วัน หักค่ามัดจำ 20,000 บาท + ค่าวีซ่า (ถ้ามี) (สงกรานต์-ปีใหม่ 50 วัน)
ยกเลิกก่อนการเดินทาง 45 วัน หักค่ามัดจำ 20,000 บาท + ค่าใช้จ่ายอื่น (ถ้ามี) (สงกรานต์-ปีใหม่ 45 วัน)
ผู้เดินทางที่ไม่สามารถเข้า-ออกเมืองได้ เนื่องจากการยื่นเอกสารปลอม หักค่าใช้จ่าย 100%


จองทัวร์ | สอบถามรายการทัวร์นี้:

สอบถามทัวร์อินเดียใต้ รัฐทมิฬนาฑู และ รัฐกรณาฏกะ 10 วัน โดยสายการบินไทย TG
ชื่อลูกค้า: อีมเล์: 
เบอร์โทร:

คำค้นหา:  ทัวร์อินเดีย ทัวร์อินเดียใต้ ทัวร์ทมิฬนาดู
TOP